www. k r u t h a i . i n f o  ชุมชนครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ |
วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม 2559
หน้าแรก
ข่าวสารประจำวัน
ข่าวการศึกษา
ค้นข่าวมาเล่า
วิพากษ์การศึกษา
กระดานสนทนา
 

คนไทยอ่านหนังสือ 66 นาที/วัน

 
     
  โพสเมื่อ : 22 พ.ค. 2559 โดย : Kruthai เปิดอ่าน 983 | คิดเห็น 0  
 
คะแนนของข่าวนี้ -ไม่มีผลโหวต-
 
 

.....

โดย ปราปต์ บุนปาน


“ทีเคพาร์ค อุทยานการเรียนรู้” เพิ่งเผยแพร่สถิติการอ่านของคนไทย พ.ศ.2558 ออกมา

ทีเคพาร์คสำรวจการอ่านของคนไทยที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป พบว่า 48.4 ล้านคน หรือ 77.7 เปอร์เซ็นต์ของประชากรกลุ่มนี้ อ่านหนังสือ

โดยเฉลี่ย คนไทย 48.4 ล้านคน ใช้เวลาในการอ่านเรื่องราวต่างๆ 66 นาที/วัน มากกว่าสถิติ 37 นาที/วัน ซึ่งสำรวจเมื่อปี 2556

นอกจากนี้ สถิติซึ่งจัดทำโดยทีเคพาร์ค ยังนำเสนอถึงปรากฏการณ์ของ “ความแตกต่าง” “ไม่สมดุล” หรือ “ไม่เท่าเทียม” หลายอย่าง

จากผลการสำรวจ “วัยเด็ก” และ “วัยรุ่น” เป็นกลุ่มคนที่อ่านหนังสือมากที่สุด

โดยร้อยละ 90.7 ของประชากรวัยเด็ก นั้นอ่านหนังสือ และใช้เวลากับการอ่าน 71 นาที/วัน

ขณะที่ร้อยละ 89.6 ของประชากรวัยรุ่น ก็อ่านหนังสือ แถมยังใช้เวลากับการอ่านสูงถึง 94 นาที/วัน

จนถือเป็นกลุ่มคนซึ่งทุ่มเทเวลาให้แก่การอ่านสูงที่สุด

สถิติตรงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะประชากร “วัยทำงาน” ย่อมมีเวลาว่างไม่เท่า “วัยเด็ก” และ “วัยรุ่น”

เช่นเดียวกับประชากร “วัยสูงอายุ” ที่ย่อมมีปัญหาเรื่องสุขภาพหรือสายตา จนไม่อาจเพ่งมองตัวหนังสือบนกระดาษและจอโทรศัพท์/คอมพิวเตอร์ได้นานๆ

อีกข้อที่น่าคิด ได้แก่ ข้อมูลที่ระบุว่า 82.9 เปอร์เซ็นต์ของคนในเขตเทศบาลนั้นอ่านหนังสือ ส่วนคนนอกเขตเทศบาลมีอัตราส่วนลดลงเหลือ 73.4 เปอร์เซ็นต์

ความแตกต่างทำนองนี้ถูกขยายให้เห็นเด่นชัดขึ้น เมื่อผลการสำรวจชี้ว่า หากพิจารณาแยกเป็นภูมิภาคแล้ว คนกรุงเทพฯอ่านหนังสือมากที่สุด โดยมีร้อยละ 93.5 ของประชากรในพื้นที่ ซึ่งอ่านหนังสือ และใช้เวลากับการอ่าน 95 นาที/วัน

ส่วนสองภูมิภาคที่มีคนอ่านหนังสือน้อยที่สุด ก็คือ ภาคเหนือ ที่ประชากรร้อยละ 74.3 อ่านหนังสือ และใช้เวลากับการอ่าน 60 นาที/วัน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ประชากรร้อยละ 73 อ่านหนังสือ และใช้เวลากับการอ่าน 57 นาที/วัน

ข้อแตกต่างประการนี้ อาจเกิดจากสภาพโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงความรู้หรือเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสาร อันจะนำไปสู่สาระความรู้

อีกข้อที่ชวนคิด คือ เมื่อสอบถามว่าปัจจุบัน คนไทยอ่านอะไร? พบว่า แม้สิ่งที่ผู้คนอ่านกันมากที่สุดยังคงเป็นหนังสือพิมพ์ แต่ตัวเลขการอ่านเนื้อหาข้อความในโลกออนไลน์ ผ่านโซเชียลมีเดีย, เว็บไซต์, อีเมล์ ก็ไล่จี้มาเป็นอันดับสอง

หรือกล่าวได้ว่า ขณะที่การอ่านหนังสือผ่านรูปเล่มเอกสาร/สื่อกระดาษ เริ่มมีอัตราส่วนลดลงทีละน้อย การอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลับมีสถิติที่จับต้องได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ข้อสุดท้าย เมื่อทีเคพาร์คสอบถามผู้ตอบแบบสำรวจว่า “ทำไมไม่อ่าน?” พบว่า ปัจจัยหลักของการไม่อ่านหนังสือ กลับไม่ใช่ “การอ่านหนังสือไม่ออก” ซึ่งถูกอ้างเป็นเหตุผลเพียง 20.6 เปอร์เซ็นต์

ทว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยไม่อ่านหนังสือ คือ เหตุผลที่ระบุว่า “ชอบดูโทรทัศน์” “ไม่มีเวลาอ่าน” และ “ไม่ชอบ/ไม่สนใจ” ต่างหาก

ดังนั้น ปัญหาคนไทยไม่อ่านหนังสือ จึงอาจเกิดจากการขาดสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่านและการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากกว่าประเด็นพื้นฐานเรื่องการอ่านหนังสือออก/ไม่ออก

เมื่อการเข้าถึงความรู้ของคนในประเทศยังมีความเหลื่อมล้ำ การหวังจะให้คนไทยอ่านมากขึ้น จึงอาจหมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการแสวงหาความรู้ และเปิดกว้างต่อการเข้าถึงหนังสือหนังหาตลอดจนเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเสมอภาค

สถานศึกษาต่างๆ ย่อมมีบทบาทสำคัญ ณ จุดนี้

ยิ่งเมื่อพบว่า “วัยรุ่น” คือ กลุ่มประชากรซึ่งใช้เวลาอ่านหนังสือมากที่สุด

ผู้เกี่ยวข้องก็น่าจะประเมินได้ว่า ควรให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาระดับไหนมากที่สุด? และควรให้สิทธิประชาชนในการได้รับการศึกษาถึงระดับใดมากที่สุด?


ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์มติชนออนไลน์
 
 
  ภาพเพิ่มเติม

ไม่มีความเห็น
 
 
 

[ข่าวในหมวดเดียวกัน]
ม.44 มาสเตอร์คีย์ผ่าทางตัน "ปฏิรูปการศึกษา"?? [719]
ฉาวสะท้านวงการศึกษา! "ผอ.มือตบ" ทำเด็กหูดับ เลือดกำเดาไหล [2265]
ถึงเวลา "ยกเครื่อง" สทศ. เรียกศรัทธา...ระบบทดสอบชาติ!! [868]
รื้อต้นฉบับ "เบอร์นีย์-เบาว์ริ่ง" ชำแหละสนธิสัญญาป่วน "โอเน็ต" ดูเน้นๆบรรทัดต่อบรรทัด [1131]
โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 44 "ไปรอดหรือจอดป้าย" (ตอนจบ) [1376]

 
***ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริง หรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาทางอีเมล์ webmaster@kruthai.info เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบ และทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้
 


ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)